ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) เป็นค่าตัวเลขที่ใช้ประเมินความสมส่วนของร่างกาย โดยคำนวณจากความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวและส่วนสูง BMI ถูกคิดค้นโดย Adolphe Quetelet นักคณิตศาสตร์ชาวเบลเยียม ในช่วงปี ค.ศ. 1830-1850 และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในวงการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อคัดกรองปัญหาน้ำหนักตัวในระดับประชากร
ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก (WHO) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานด้านสุขภาพทั่วโลกใช้ BMI เป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการประเมินว่าน้ำหนักตัวของบุคคลอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ แม้ BMI จะไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมินเบื้องต้น
สูตรคำนวณ BMI คือการนำน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง
BMI = น้ำหนัก (กก.) ÷ ส่วนสูง (ม.)²
ตัวอย่าง
ตัวอย่าง: น้ำหนัก 65 กก. ส่วนสูง 170 ซม. (1.70 ม.)
BMI = 65 ÷ (1.70 × 1.70) = 65 ÷ 2.89 = 22.5
ค่า BMI 22.5 → อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ตามมาตรฐานเอเชีย)
Asian standard
เกณฑ์ดัชนีมวลกาย (BMI) สำหรับคนเอเชีย
| ค่า BMI | สถานะ |
| < 18.5 | น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ |
| 18.5 - 22.9 | น้ำหนักปกติ |
| 23.0 - 24.9 | น้ำหนักเกิน |
| 25.0 - 29.9 | อ้วนระดับ 1 |
| ≥ 30.0 | อ้วนระดับ 2 |
* เกณฑ์สำหรับคนเอเชียมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์สากล เนื่องจากงานวิจัยพบว่าคนเอเชียมีความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิกที่ค่า BMI ต่ำกว่าคนตะวันตก
Asian vs WHO
ทำไมเกณฑ์ BMI คนเอเชียถึงต่างจากมาตรฐานสากล?
งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าคนเอเชียมีสัดส่วนไขมันในร่างกายสูงกว่าคนตะวันตกที่ค่า BMI เท่ากัน ทำให้คนเอเชียมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองที่ค่า BMI ต่ำกว่า ดังนั้น WHO จึงออกเกณฑ์เฉพาะสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยกำหนดให้ BMI 23 ขึ้นไปถือว่าน้ำหนักเกิน (แทนที่จะเป็น 25 ตามเกณฑ์สากล)
Waist matters
รอบเอว — ตัวชี้วัดที่สำคัญควบคู่กับ BMI
การวัดรอบเอวช่วยประเมินปริมาณไขมันสะสมในช่องท้อง (Visceral Fat) ซึ่ง BMI เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ ไขมันในช่องท้องเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง แม้ BMI จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากรอบเอวเกินเกณฑ์ก็ยังมีความเสี่ยงสูง
วิธีวัดรอบเอวที่ถูกต้อง:
- 1 ยืนตรง ผ่อนคลาย ไม่สูดหน้าท้อง
- 2 ใช้สายวัดวัดรอบเอวบริเวณกึ่งกลางระหว่างขอบล่างของซี่โครงกับขอบบนของกระดูกสะโพก
- 3 สายวัดควรแนบลำตัวพอดี ไม่รัดแน่นเกินไป
- 4 อ่านค่าหลังหายใจออกตามปกติ
Overweight risks
ความเสี่ยงสุขภาพจากน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
การมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด ได้แก่:
- โรคเบาหวานชนิดที่ 2 — ไขมันส่วนเกินทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน
- โรคหัวใจและหลอดเลือด — ไขมันสะสมในหลอดเลือด ทำให้ตีบตัน
- ความดันโลหิตสูง — หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด
- โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) — เสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) — ไขมันรอบคอกดทับทางเดินหายใจ
- โรคข้อเสื่อม — น้ำหนักตัวที่มากกดทับข้อต่อ โดยเฉพาะข้อเข่า
- มะเร็งบางชนิด — เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ
- โรคไขมันพอกตับ — ไขมันสะสมในตับทำให้ตับอักเสบ
Underweight risks
ความเสี่ยงสุขภาพจากน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
การมีน้ำหนักน้อยเกินไปก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพเช่นกัน:
- ภาวะขาดสารอาหาร — ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุไม่เพียงพอ
- โรคกระดูกพรุน — กระดูกเปราะบาง เสี่ยงต่อการแตกหัก
- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ — เจ็บป่วยและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
- โรคโลหิตจาง — ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงได้น้อย
- ผมร่วงและผิวแห้ง — ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น
- ปัญหาด้านการเจริญพันธุ์ — ประจำเดือนผิดปกติ ภาวะมีบุตรยาก
Limitations
ข้อจำกัดของ BMI ที่ควรรู้
แม้ BMI จะเป็นเครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ก็มีข้อจำกัดหลายประการ:
- ไม่แยกแยะมวลกล้ามเนื้อกับไขมัน — นักกีฬาหรือคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอาจมี BMI สูงเพราะมวลกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ไขมัน
- ไม่เหมาะกับเด็กและวัยรุ่น — เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีต้องใช้เกณฑ์เปอร์เซ็นไทล์ที่คำนึงถึงอายุและเพศ
- ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ — ผู้สูงอายุมักสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทำให้ BMI อาจดูปกติแต่มีไขมันมาก
- ไม่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ — น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องปกติระหว่างตั้งครรภ์
- ไม่บอกตำแหน่งของไขมัน — ไขมันที่สะสมบริเวณหน้าท้อง (Visceral fat) อันตรายกว่าไขมันที่สะสมบริเวณอื่น
- ไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ — คนแต่ละเชื้อชาติมีองค์ประกอบร่างกายต่างกัน (จึงมีเกณฑ์เอเชียแยกออกมา)
ข้อมูลในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากคุณมีข้อกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัวหรือสุขภาพ กรุณาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ